ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ว่าด้วยการเร่งรัด ติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชี

หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต

.. ๒๕๔๖

                  

                  โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเร่งรัด ติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีเอกภาพและเป็นระบบยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ () แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑  ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเร่งรัดติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต พ.. ๒๕๔๖”

ข้อ ๒[1][๑]  ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ ๓  บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ข้อ ๔  ในระเบียบนี้

“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือหน่วยงานอื่นใดที่มีกฎหมายกำหนดให้ดำเนินกิจการของรัฐและได้รับเงินอุดหนุน หรือเงินหรือทรัพย์สินลงทุนจากรัฐ

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด บรรดาซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือถูกสั่งให้ปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ

“เงินขาดบัญชี” หมายความว่า การรับจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินของหน่วยงานของรัฐหรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งการจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และรายได้อื่นๆ ของหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรี และก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ

ข้อ ๕  ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐแห่งใดมีกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตไม่ว่าหน่วยงานแห่งนั้นตรวจพบเองหรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจพบ ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐดังกล่าวดำเนินการให้มีการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน รวมทั้งดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยแก่ผู้เกี่ยวข้องโดยเร็ว

ข้อ ๖  เพื่อประโยชน์ของทางราชการที่จะให้การดำเนินการเป็นไปโดยรวดเร็วในกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจพบว่าหน่วยงานของรัฐแห่งใดมีกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตและได้ชี้มูลความผิดแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวดำเนินการให้มีการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน รวมทั้งดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อหามูลความผิดอีก

ถ้าเป็นกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.. ๒๕๔๒ นอกจากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนจะพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำผิดหรือให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นพ้นจากตำแหน่งหรือดำเนินคดีอาญาแล้ว หากปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อหน่วยงานของรัฐ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้มีการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน หรือดำเนินการทางแพ่งโดยเร็วด้วย

ข้อ ๗  เมื่อตรวจพบว่ามีกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตในหน่วยงานของรัฐใด ให้หน่วยงานของรัฐนั้นแจ้งให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมบัญชีกลาง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทราบโดยพลัน ทั้งนี้ ตามแบบและวิธีการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด

ข้อ ๘  ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการเร่งรัดติดตามหน่วยงานของรัฐที่เกิดกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดเพื่อให้ได้รับทราบผลการดำเนินการทั้งการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน การดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยโดยเร็ว

ในกรณีที่ได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งให้หน่วยงานของรัฐนั้นชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมรายละเอียด พยานหลักฐาน และปฏิบัติให้ถูกต้องเสร็จสิ้นโดยเร็ว

ให้หน่วยงานของรัฐที่ตรวจพบว่ามีกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตและได้แจ้งต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตามข้อ ๗ หรือที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตามวรรคสอง แจ้งผลการดำเนินการให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่องทุกระยะสี่เดือน หรือหากปรากฏผลความคืบหน้าก็ให้แจ้งผลให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐมิได้ดำเนินการ และหรือมิได้แจ้งผลให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทราบภายในเวลาที่กำหนด ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ

ข้อ ๙  ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตที่ได้รับแจ้งทั้งหมด และผลการเร่งรัดติดตามเพื่อให้มีการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน หรือการดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดจนผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำผิด ให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยต่อเนื่องทุกหกเดือน

ข้อ ๑๐  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.. ๒๕๔๖

พันตำรวจโท ทักษิณ  ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี


วิธีการรายงาน

.  กรณีเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง ให้กรมหรือกระทรวงเจ้าสังกัด

.  กรณีเป็นหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แจ้งและสำเนาแจ้งกรมหรือกระทรวงเจ้าสังกัดด้วย

.  กรณีเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในภูมิภาค ให้หน่วยงานนั้นรายงานกรมเจ้าสังกัดเพื่อให้กรมหรือกระทรวงเจ้าสังกัดเป็นผู้แจ้งและให้หน่วยงานนั้นสำเนาแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทราบด้วย

.  กรณีเป็นหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ให้หน่วยงานนั้นแจ้งจังหวัดเพื่อแจ้งกระทรวงมหาดไทย และให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้แจ้ง

.  กรณีเป็นหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐเป็นผู้แจ้ง


 

เป็นผู้แจ้ง

 

 

 

กลุ่มงานกฎหมาย สำนักมาตรการป้องกันสาธารณภัย
Department of Disaster Prevention and Mitigation, Ministry of Interior Thailand